อื่นๆ อีกมายมาย

Posted in Jaobao's Diary ด้วยแท็ก , , , on มกราคม 26, 2010 by jaobao

วันนี้มาเล่าเรื่องอื่นๆ อีกมากมายดีกว่า ก่อนจะเล่าถึงเรื่องนี้ ก็เอาเพลงจากละครเวทีเรื่อง “เร่ขายฝัน เฉลียงเดอะมิวสิคัล” มีสองเวอร์ชั่นให้ฟังกันน่ะครับ

เวอร์ชั่นแรก

เวอร์ชั่นสอง

ถ้าอยากฟัง original version ด้านล่างน่ะครับ…

ทำไมถึงพูดเรื่องนี้ก็มาจาก Google อีกล่ะครับ เนื่องจากวันนี้ผมอยากหาคำว่า “เลว” มีอะไรบ้างใน google ที่ได้ออกมา (ผลลัพธิ์จากการสืบค้นคำว่า “เลว”) ดังรูปน่ะครับ

ผลลัพธิ์ของคำว่า "เลว" จากหน้า Google อากู๋

ผลลัพธิ์ของคำว่า "เลว" จากหน้า Google อากู๋

แล้วผลจากการสืบค้นใน อากู๋ ทำไมถึงออกมาเป็น เพลง “อื่นๆ อีกมากมาย” ของเฉลียงไปได้ล่ะครับ แปลกใช่ป่าว คงสงสัยกันตั้งแต่ว่า ทำไมผมอยากหาคำว่า “เลว” แล้วใช่ป่าวล่ะครับ เรื่องมันแต่สรุปได้ใจความว่า “ผมมันเลว” แล้วกัน เลวเรื่องไรนั้นขออุปไว้ก่อน (รอให้ถึงเวลา แล้วความเลวของผมจะปรากฎ) อะก็รู้ที่มาของคำว่าค้นในครั้งนี้แล้ว ว่าทำไมต้องเป็นคำว่า “เลว” แล้วคำว่า “เลว” ไปเกี่ยวอะไรกับเพลง “อื่นๆ อีกมากมาย” สงสัยกันป่าวเอ่ย มาดูจากภาพผลลัพธิ์ที่ได้จาก อากู๋ น่ะครับ จากภาพที่เป็นรูปภาพ (ผลการค้นหารูปภาพสำหรับเลว) จะมีรูปภาพอยู่ทั้งหมด 8 รูปใช่ป่าวครับ ผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก เพราะว่าบางรูปก็เป็นข้อความเลยที่สามารถอ่าน แล้วตีความได้เลย แต่มีรูปนึง เดาสิครับ รูปไหนเอ่ย ที่สะดุดตาผม ……

หลายคนคงคิดว่าเป็นรูปเด็กผู้หญิงนศ.กำลังยืนเลือกของใช่ป่าว อิ อิ เดาใจเก่งจริงๆ รูปนี้ผมก็สงสัย ว่ามันเกี่ยวอะไรกับคำว่า “เลว” ก็ลองเปิดเข้าไปอ่าน รูปนี้เป็นภาพที่ใช้ประกอบข่าว “เจาะไข่แดง นศ.สาวมหาวิทยาลัย” เหอๆ ก็คงได้คำว่า “เลว” ไปไม่ยากใช่ป่าวครับ แต่เนี้ยก็ไม่ใช่คำตอบครับ เหอๆ (ลีลาจริงๆ น่ะตรู) คำตอบอยู่ที่ภาพที่สองบน ที่ถัดจากรูป “นศ.สาว” ครับ ที่มันเป็นพื้นดำๆ แล้วมีข้อความอยู่ อะนั่นแหละครับ คือคำตอบของเรื่องครั้งนี้ พอคลิ๊กเข้าไปน่ะครับ ก็จะลิงก์เข้าไป Blog ของใคร???? ที่ผมไม่รู้จัก แต่เท่าที่อ่านผ่านๆ เข้าก็เขียนดีน่ะครับ ลองเข้าไปอ่านกันได้ ที่ http://blog.snakk.taladnam.com/2007_07_01_archive.html ในเรื่อง “เหตุผล” เอามาอ้างอิงซักนิด ให้เกิดความอยาก….

“….เป็นคนมีเหตุผล”
เวลาที่ได้ยินประโยคนี้ ก็ฟันธงได้ว่าผู้เอื้อนกำลังชื่นชมผู้ที่ถูกเอ่ยถึง ในทางตรงกันข้าม คนที่ไม่มีเหตุผล ก็คือคนไม่น่าชื่อชม ไม่น่าสมาคมคบหา แต่ลองมานึกดูอีกที เอ!  มีด้วยหรือใครที่ทำอะไรโดยไม่มีเหตุ
…..
“เหตุโดนตัดสินด้วยผล เพราะมนุษย์เราให้ความสำคัญเพียงแค่ผลเท่านั้น ไม่ได้ตัดสินเหตุที่ตัวเหตุเอง”
อื่นๆ อีกมากมาย

อื่นๆ อีกมากมาย

ชอบๆ อ่านแล้วโดนดี ไปหาอ่านได้น่ะครับ อะนอกเรื่องไปเยอะแล้ว… รูปพื้นดำๆ นั้นที่มีข้อความเป็นเนื้อเพลงครับ เป็นเนื้อเพลงพร้อมคอร์ด (ไม่รู้เหมือนกันว่าคอร์ดไร ไม่เคยรู้เรื่องเลยเกี่ยวกับดนตรีเนี้ย) พอเห็นเนื้อร้องของเพลงนี้ ก็ต่อครับ หาต่อเพลงเค้าร้องกันอย่างไร (เนี้ยแหละนิสัยผม ชอบค้น ชอบหา หาๆๆ เหาใส่หัว อิ อิ) หาไปๆ ก็ได้รู้ว่าเพลงนี้เป็นของ “วงเฉลียง” วงปลื้มๆ ๆ เราด้วย ชอบๆ ก็เลยหาฟัง (วงปลื้มของเมทผมอีก เมทสมัยป.ตรีโน้น อะเมท ถ้าเข้ามาอ่านเคยฟังป่าวเพลงนี้ ถ้ายังก็ฟังน่ะ กดๆ play เลย)

เนื้อหาของเพลงก็พูดหลายๆ เรื่อง ยกหลายๆ เหตุการณ์ แล้วก็จบด้วย คำว่า อื่นๆ อีกมากมาย แต่สิ่งที่ผมชอบหลังจากฟังเพลงนี้แล้ว คือ “…อาจจะจริงเราเห็นอยู่ เผื่อใจไว้ ที่ยังไม่เห็น…” โอ้วววว… ชอบมากท่อนนี้ จบล่ะเท่านี้ (จบง่ายไปป่าวหว่า…) งัยก็ขอปิดท้ายด้วย original version ของเพลง “อื่นๆ อีกมากมาย” ครับ

jaobao’
[It's Me!]

พระคุณที่สาม

Posted in Jaobao's Diary ด้วยแท็ก , on มกราคม 16, 2010 by jaobao

วันครูปีนี้ผมทำอะไรบ้าง ป่าวเลย นอน แล้วก็นอน เหอๆ ขอพักผ่อนหนึ่งวันครับ รู้สึกตัวเองเหนื่อยๆ ท้อๆ เยอะมาก ก็เลยขอนอนทำใจแล้วกัน เหอๆ วันครูทั้งทีก็ต้องมีอะไรดีๆ ประจำวันครูมาฝากก่อนแล้วกัน…

วันนี้ไปนั่งกินข้าวร้านป้า ก็นั่งดูทีวีไปด้วย เห็นโฆษณาดีๆ ที่เกี่ยวกับ “วันครู” ด้วย อะมาเริ่มเรื่องว่า ทำไมต้องมีวันครู แล้ววันครูนั้นสำคัญอย่างไร แล้วทำไมต้องเป็นวันที่ 16 มกราคม ของทุกปีด้วย… อะและผมก็ได้หาคำตอบที่น่าเชื่อถือได้มาเล่าอย่างสรุปๆ ให้ฟัง ดังนี้

..”ครู หมายถึง ผู้อบรมสั่งสอน ผู้ถ่ายทอดความรู้ ผู้สร้างสรรค์ภูมิปัญญา และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของสังคมและประเทศชาติ”

อันนี้ก็เป็นคำนิยามของ คำว่าครู ที่ได้ถูกจำกัดความไว้ แล้วคำขวัญวันครู ปีนี้ล่ะ ….”น้อมจิตวันทา บูชาคุณครู กตัญญูกตเวที“…

นอกจากนี้แล้ว สังคมไทยก็จะมีสิ่งต่างๆ มาแทนวันสำคัญต่างๆ (อันนี้สงสัยเหมือนกัน ทำไมต้องใช้ดอกไม้ หรือต้นไม้เป็นสัญลักษณ์ประจำวัน ประจำคณะ ประจำสถาบันต่างๆ ใครสงสัยเหมือนผมบ้าง… เดี๋ยวหาคำตอบมาให้ หรือว่าถ้าใครรู้ก็เม้นไว้แล้วกันน่ะครับ จะได้แลกเปลี่ยนความรู้กันไป)… ดอกไม้ประจำวันครู คือ “ดอกกล้วยไม้” ครับ โดยมีทีมาดังนี้…

“ดอกกล้วยไม้: ดอกไม้วันครู”

คณะกรรมการจัดงานวันครู พ.ศ.2539 ได้มีมติกำหนดให้ “ดอกกล้วยไม้” เป็นดอกไม้ประจำวันครู โดยพิจารณาเห็นว่าธรรมชาติของดอกกล้วยไม้มีลักษณะคล้ายคลึงกับงานจัดการการศึกษาและสภาพชีวิตของครูดังคำกลอนของ ท่านหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ที่ว่า…

กล้วยไม้มีดอกช้า ฉันใด

การศึกษาเป็นไป ฉันนั้น

แต่ดอกออกคราวไร งามเด่น

การศึกษาปลูกปั้น เสร็จแล้วแสนงาม”

นอกจากนี้กล้วยไม้เป็นพืชที่อยู่ในที่สูง ทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ ไม่ร่วงโรยง่าย เปรียบเหมือนครูที่อยู่ทั่วแดนไทย ที่ต้องอดทนต่อสู้เพื่ออุดมการณ์และอุทิศตนเพื่อการศึกษาของชาติ

คราวนี้มาต่อที่ ประวัติวันครูกัน… โดยผมคัดลอกมาจาก “ประวัติวันครู” ของคุรุสภา ซึ่งมีประวัติดังนี้

วันครูได้จัดให้มีขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2500 หลังจากพระราชบัญญัติครูประกาศใช้ 12 สถานที่จัดงานวันครูครั้งแรกของจังหวัดพระนครและธนบุรี คือ กรีฑาสถานแห่งชาติ

จุดเริ่มต้นของการมีวันครู มาจากการปรารภและการเรียกร้องของครูจำนวนมาก ซึ่งมีทั้งปรากฎในหนังสือพิมพ์และสื่อมวลชนอื่นๆ หลายด้านหลายทาง ความเห็นของครูที่แสดงออกมานั้นพยายามที่จะชี้ให้เห็นความสำคัญของครู และอาชีพครูในฐานะที่เป็นผู้เสียสละประกอบคุณงามความดีเพื่อประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นอันมาก จึงควรที่จะมีวันแห่งการรำลึกถึงความสำคัญของครูเปิดโอกาสให้ครูทั้งหลายได้พักผ่อน ได้บำเพ็ญกุศล ตลอดจนกระทำกิจกรรมอื่นๆ เพื่อประโยชน์ของครูและการศึกษาของชาติตามสมควร

จากความต้องการและการเรียกร้องของครูดังกล่าว จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการอำนวยการคุรุสภากิตติมศักดิ์ ได้นำไปเสนอในที่ประชุมผู้แทนคณะครูทั่วประเทศในคราวประชุมสามัญของคุรุสภาเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2499 ที่ประชุมสามัญของคุรุสภามีมติเห็นชอบและให้เสนอคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาพิจารณาเพื่อกำหนดให้มีวันครูขึ้น โดยกำหนดความมุ่งหมายไว้เพื่อประกอบพิธีระลึกถึงคุณบูรพาจารย์ เพื่อส่งเสริมสามัคคีธรรมระหว่างครูกับประชาชน ส่วนกำหนดวันเห็นควรกำหนดวันที่ 16 มกราคม ซึ่งเป็นวันประกาศพระราชบัญญัติครู พุทธศักราช 2488 ในราชกิจจานุเบกษาเป็นวันครู

คณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาในการประชุมเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2499 ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวแล้ว ได้มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นเพื่อศึกษารายละเอียด คณะอนุกรรมการฯ พิจารณาเห็นว่ากิจกรรมในงานวันครูควรมีการทำบุญตักบาตรในตอนเช้า ในตอนบ่ายเป็นพิธีระลึกพรุคุณบูรพาจารย์และปฏิญาณตน นอกนั้นให้มีกิจกรรมพิเศษเพื่อสร้างเสริมความสามัคคีระหว่างผู้ประกอบวิชาชีพครูด้วยกัน ระหว่างครูกับประชาชน

สำหรับคำปฎิญาณตนนั้น ให้ใช้ถ้อยคำต่อไปนี้

“ข้าขอปฏิญาณตนว่า

ข้อ 1 ข้าจะบำเพ็ญตนให้สมกับได้ชื่อว่าเป็นครู

ข้อ 2 ข้าจะตั้งใจฝึกสอนศิษย์ให้เป็นพลเมืองดีของชาติ

ข้อ 3 ข้าจะรักษาชื่อเสียงของคณะครูและบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่สังคม”

ต่อมาคณะกรรมการอำนวยการคุรุสภาในควาวประชุมเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2499 ได้มีมติรับข้อเสนอของคณะอนุกรรมการและให้กระทรวงศึกษาธิการนำเสนอรัฐบาลเพื่อให้กำหนดวันที่ 16 มกราคม เป็นวันครู ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2499 ให้วันที่ 16 มกราคม ของทุกปีเป็นวันครู และให้กระทรวงศึกษาธิการสั่งการให้เด็ก และครูหยุดในวันดังกล่าวได้ วันครูจึงได้เริ่มจัดขึ้นในปีแรกตั้งแต่วันที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2500 เป็นต้นมา

การจัดงานวันครู ได้กำหนดเป็นหลักการให้มีอนุสรณ์งานวันครูให้แก่อนุชนรุ่นหลังทุกปี อนุสรณ์สำคัญที่ได้กระทำมาตั้งแต่ต้น คือ หนังสือประวัติครู หนังสือที่ระลึกวันครู และสิ่งก่อสร้างที่เป็นถาวรวัตถุ

อะมาปิดประเด็นวันนี้ด้วยเพลงพระคุณที่สาม และโฆษณาดีๆ เกี่ยวกับวันครูกัน…

เริ่มด้วยเพลง “พระคุณที่สาม” ฟังแล้วหวนคิดถึงคุณครูหลายๆ ท่านเลย

มาถึงโฆษณาดีๆ เกี่ยวกับคุณครู ผมเอามาให้ดูสองโฆษณา ครับเป็นของ 7-eleven ดูแล้วน้ำตาคลอเบ้าเลยทีเดียว

โฆษณาชิ้นนี้ชื่อว่า “คนปั้นดิน” โดยมีการเปรียบเปรยครูเหมือนคนปั้นดิน ที่ปั้นก้อนดินจากที่ไม่เป็นรูปร่าง ให้กลายมาเป็นคนอย่างพวกเราๆ

และฝากโฆษณาอีกชิ้นนึงเป็นของ 7-eleven เหมือนกันครับ ชื่อ “ครูฝึกสอน”

ขอขอบคุณข้อมูลวันครู จาก “คุรุสภา” และโฆษณาดีๆ จากเว็บไซต์ “youtube

jaobao
[It's Me!]

The greeting

Posted in Jaobao's Diary ด้วยแท็ก , , on มกราคม 10, 2010 by jaobao

วันนี้เอาคำอวยพร ต้อนรับปีใหม่จากท่าน ว. วชิรเมธี โดยผมคัดลอกมาจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ประจำวันอาทิตย์ที่ 10 มกราคม 2553 ดังนี้

ขอพรอย่างปัญญาชน โดยท่าน ว.วชิรเมธี

ท่าน ว. วชิรเมธี

ท่าน ว. วชิรเมธี

  1. ขอให้ข้าพเจ้า อย่าหลงผิดคิดไปว่า ลำพังการขอเพียงอย่างเดียวโดยไม่ต้องลงมือทำอะไรก็ประสบความสำเร็ว
  2. ขอให้ข้าพเจ้า อย่าละเลยการใช้สติปัญญาในการดำเนินชีวิตด้วยความสุขุมคัมภีรภาพ
  3. ขอให้ข้าพเจ้า อย่าประมาทขาดสติในทุกเรื่องที่คิด ทุกกิจที่ทำ ทุกคำที่พูด ทุกครั้งที่เคลื่อนไหว
  4. ขอให้ข้าพเจ้า อย่าพอใจในการเป็นคนคดในข้องอในกระดูกตลบตะแลงปลิ้นปล้อนลื่นไหลเฉกเช่นศรีธนญชัย
  5. ขอให้ข้าพเจ้า อย่าเป็นนักจับผิดมองโลกแต่ในแง่ร้ายเห็นแต่ด้านที่เลวทรามต่ำช้าของมนุษยชาติผู้มีทั้งความดีงามและความผิดพลาดในชีวิตเป็นธรรมดา
  6. ขอให้ข้าพเจ้า อย่าเป็นคนเห็นแก่ตัวคิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตัวมองไม่เห็นหัวคนอื่นรวมทั้งส่วนรวม
  7. ขอให้ข้าพเจ้า อย่าพอใจในการประพฤติทุจริตฉ้อราษฎร์บังหลวงหลอกลวงประชาชนในทุกรูปแบบ
  8. ขอให้ข้าพเจ้า อย่าเป็นคนละโมบโลภมากในยศ ทรัพย์ อำนาจ ชื่อเสียง กามารมณ์อย่างไม่มีที่สิ้นสุด
  9. ขอให้ข้าพเจ้า อย่าเกิดมาเสียเวลาเปล่าโดยไม่เคยประทับรอยแห่งความดีงามฝากไว้ให้คนรุ่นหลัง
  10. ขอให้ข้าพเจ้า อย่าเป็นคนลืมตัว หลงผิด คิดว่าตนเก่ง ตนดี อยู่คนเดียวโดยไม่มีใครคอยช่วยเหลือเกื้อกูล
  11. ขอให้ข้าพเจ้า อย่าพอใจในการขุดคุ้น แคะได้ ฟื้นฝอยความหลังอันเจ็บปวด ปมด้อยอันขมขื่น ความผิดพลาดอันน่าละอายของคนอื่นขึ้นมานินทา บอกเล่าให้เขาได้รับความเจ็บช้ำน้ำใจ
  12. ขอให้ข้าพเจ้า อย่าเป็นมนุษย์บ้างานที่เห็นงานสำคัญที่สุดในชีวิตจนทอดทิ้งการดูแลสุขภาพ สถาบันครอบครัว และความรับผิดชอบทางสังคม
  13. ขอให้ข้าพเจ้า อย่าเลือกคบคนผิดคิดจมอยู่ในหมู่คนเลว คนถ่อย คนทราม คนช่างประจบสอพลอผู้เป็นศัตรูแต่แฝงตัวมาในร่างของมิตร
  14. ขอให้ข้าพเจ้า อย่าเป็นคนแนรคุณบุพการีผู้มีพระคุณอย่างมารดรบิดาปู่ย่าตายายและกัลยาณมิตรผู้เคยหยิบยื่นความช่วยเหลือเกื้อกูลให้ในยามตกยาก
  15. ขอให้ข้าพเจ้า อย่าเหยียบยำซ้ำเติมคนที่กำลังตกต่ำ อย่าริษยาคนที่กำลังรุ่งโรจน์ อย่าเย็นชาต่อผู้ที่ตกอยู่ท่ามกลางหายนภัยในรูปแบบต่างๆ
  16. ขอให้ข้าพเจ้า อย่าสูญเสียสามัญสำนึกซึ่งเป็นเหตุให้ไม่รู้ดีรู้ชั่วไม่กลัวกฎแห่งกรรมและนิยมเหยียบย่ำกฎหมาย
  17. ขอให้ข้าพเจ้า อย่าเป็นคนก้าวร้าว รุนแรง อหังการ หยาบกระด้าง สร้างแต่ความระคายเคืองให้คนอื่น
  18. ขอให้ข้าพเจ้า อย่ากลัว อย่าหงอ ต่อคนชั่ว ต่อคนถ่อย ต่อคนบ้า ต่อความอยุติธรรมที่กำลังครอบงำประชาชนและยุคสมัย
  19. ขอให้ข้าพเจ้า อย่าดูถูกตนเองว่าเป็นคนที่ต่ำต้อยด้อยค่าอันนำมาซึ่งความหดหู่ท้อแท้สิ้นหวังไม่ลุกขึ้นมาแก้ปัญหาชีวิต
  20. ขอให้ข้าพเจ้า อย่าถูกมอมเมาปั่นหัวให้ต้องลุกขึ้นมาทำสงครามกลางเมืองระหว่างพี่น้องประชาชนคนไทยด้วยกันเอง

The greatest of the kings the greetings of the land

Posted in Jaobao's Diary ด้วยแท็ก on ธันวาคม 25, 2009 by jaobao

ปิดท้าย ส่งท้ายปีด้วย “พ่อ the greatest of the kings the greetings of the land” กิจกรรมเฉลิมฉลองวันพ่อ และกิจกรรมที่สุดสุดยอดด้านแสง สี เสียง และความล้นหลามของผู้คน ส่งท้ายปีเก่า…

The Greatest of the Kings, The Greetings of the Land

The Greatest of the Kings, The Greetings of the Land

เกริ่นนำเรื่องส่งท้ายปี 2552 ด้วยกิจกรรมเฉลิมฉลองวันพ่อ ปีนี้ผมได้ไปร่วมด้วย ก็ด้วยความที่ “ไอ้นก” อยากไปดูน่ะครับ ก็เลยจัดการไปดูด้วย อิ อิ (จะว่าไปผมก็อยากไปดูน่ะ ครั้งหนึ่งในชีวิต ไม่รู้จะมีโอกาสได้ดู ได้เห็นอีกเหรอเปล่า) เอาภาพบรรยากาศมาฟื้นความสุขจำกันอีกครั้ง… ต้องขอขอบคุณ youtube ที่ทำให้เราได้เจอ ได้มี ได้เก็บ ได้ดู กิจกรรมประทับใจไว้ และที่สำคัญได้แชร์ให้เพื่อนๆ ได้ดูด้วย…

มาลำดับเหตุการณ์วันนั้นกันก่อนดีกว่า ว่าเป็นอย่างไร โดยเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้า “ไอ้นก” ไม่ขึ้นมาประชุมอะไรของมันซักอย่าง แล้วมันก็เป็นคนนัดเพื่อนๆ ไปกินกัน แต่สำหรับผม เครียดแทบบ้า เพราะว่าผมต้องส่ง paper ให้อาจารย์ตรวจในวันรุ่งขึ้นของอีกวัน… ซึ่งตอนนั้นผมยังเขียนไม่เสร็จเลย ก็เลยเขียนจนถึงเช้า แล้วก็นอนตอนเก้าโมง ตื่นมาอีกทีสิบโมงกว่าแล้ว ตายยยย… นัดกับไอ้นกไว้ที่ หัวลำโพง สิบเอ็ดโมง สิบโมงครึ่งผมยังไม่ออกจากห้องเลย มันด่าตายแน่ เหอๆ …. แล้วไอ้นกก็โทรมา ถามว่าอยู่ไหนแล้ว เหอๆ ผมก็ตอบไปว่า “เพิ่งออกจากหอ รอหน่อยน่ะ” แต่มันก็ยังไม่ว่าอะไร อิ อิ โชคดีไป ผมก็เลยนั่งรถเมล์ไปครับ วันนี้ถนนโล่ง แต่ติดทุกไฟแดงเลย เหอๆ กว่าจะไปถึงหัวลำโพง ก็สิบเอ็ดโมงครึ่งครับ แล้วก็ไปเจอไอ้นก กำลังยืนต่อรองอะไรซักอย่างกับ จนท.รถไฟฟ้า MRT เห็นมันคุยอยู่นานมาก จากที่มีคนต่อแถวมันประมาณ 2-3 คน หันไปอีกทีเกือบสิบคน เหอๆ … อะวันนี้ก็นัดกันไปกิน ชาบูชิ กันครับ มีใครไปบ้าง ก็มี อรรจน์, จั๊น, ไอ้นก, ผม, ไอ้พริก, แล้วก็น้องไอ้จั๊น (จั่นเจา) อีกคน วันนี้ก็ไปกินกันที่ Union Mall ครับ ก็กินกันอิ่มหน่ำสำราญ อิ อิ ผมมีความรู้สึกว่ากินเยอะกว่าเพื่อน อิ อิ ด้วยความหิว อดยากปากแห้งช่วงนี้ กินข้าววันละมื้อ นอนก็ดึก เหอๆ เลยซัดไปเยอะกว่าคนอื่นเข้า แต่ใครจะว่าละครับ กินเยอะก็ยิ่งคุ้ม ถูกป่าวววว…

กินกันเสร็จก็หาแผนไปไหนกันต่อดี ผมก็แนะนำว่าไปดูงาน gift fair ที่ศูนย์สิริกิต กันดีกว่า เดินไม่ร้อน แล้วไปเดินดูของด้วย ก็เลยไปกัน โดยไอ้จั๊น ทำท่ากะอดกะออด ไม่อยากไป มันอยากกลับบ้านไปพักผ่อน อะไรมันซักอย่าง แต่ไอ้นกก็ไม่ยอม อิ อิ สุดท้ายไอ้จั๊นก็ถูกลากไปจนได้ เหอๆ ก็เลยไปเดินเที่ยวกันต่อที่ศูนย์สิริกิต ก็เดินดูของโน้นนี้กันไป แต่คนที่เดินได้เยอะ และซะใจที่สุด เห็นจะไม่พ้น ไอ้จั๊นครับ คนที่ไม่อยากมาที่สุด ดันเดินเที่ยว เดินดูของ ด้วยความสุข ตามสไตล์ ผู้หญิง เห็นของลด ของถูกไม่ได้ เป็นต้องช็อป…

กว่าจะเสร็จจากที่ศูนย์สิริกิตก็ประมาณ 6 โมงเย็นครับ แล้วก็ไปต่อกันที่จัดงาน “พ่อ the greatest of the kings, the greetings of the land” ที่หน้าพระที่นั่งอนันฯ กันต่อ กว่าจะไปถึง รถติดมาก คนก็เยอะ เยอะมาก กว่าพวกผมจะเดินเข้าไปถึงที่หน้าลานพระบรมรูปทรงม้าเป็นชั่วโมงครับ แล้วมีความรู้สึกว่าเดินไกลมากๆ ด้วย เพราะที่รถเมล์จอดให้ลงเป็นถนนหลานหลวงครับ ก็ถ้าจะให้ใกล้ก็ใกล้กับสนามหลวงมากกว่า แต่กว่าจะเดินไปถึงหน้าลานเนี้ยไกลมาก แล้วต้องเดินฝ่าฝูงคน นับแสนเข้าไป พอไปถึงครับ คนนั่งกันเต็ม เข้าไปข้างในก็ไม่ได้ ก็เลยต้องยืนๆ ตรงบริเวณหน้าลานพระบรมรูปทรงม้า ยืนๆ ไปก็จะมีคนตะโกนขึ้นมาว่า นั่งด้วยค่าาา… เหอๆ เพราะพวกเค้านั่งอยู่ข้างหลัง พอมีคนยืนขึ้นมากๆ พวกเค้าก็มองกันไม่เห็น ก็เลยตะโกนกันใหญ่ แต่ผมว่าผมไม่ค่อยเห็นบริเวณเวทีแล้วก็แสดงสีที่เล่นบนฉากพระที่นั่งอนันต์ฯ แล้ว คนที่หนักกว่าผมคือ ไอ้นกครับ เนื่องจากมันตัวเตี้ย แล้วไปอยู่ท่ามกลางคนที่ยืนกันเต็มไปหมด มันก็มองไม่เห็นครับ พวกผมก็ยืนอยู่บริเวณนั้นจนเค้าแสดงจบไป แล้วคนก็เริ่มทะยอยกลับกัน จนมีความรู้สึกว่า บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า โล่งไปถนัดตาเลยทีเดียว พวกผมก็เตรียมตัวจะกลับครับ แต่อยู่ดีๆ ไอ้นกก็มาบอกว่าเห็นเค้าบอกว่าจะมีแสดงรอบสุดท้ายของวันนั้น อิ อิ ครั้งนี้แหละเสร็จพวกผมครับ เพราะว่าตอนนี้คนน้อยมาก แต่ก็ยังมีอยู่พอสมควร พวกผมก็รุดไปนั่งข้างหน้า บริเวณเก้าอี้ที่มีการจัดไว้ครับ ก็ใกล้กับบริเวณเวทีกลางที่จัดการแสดง แล้วที่นี้ก็นั่งชมอย่างสบายใจ ใกล้ๆ อย่างสมใจอยาก… เหอๆ วันนั้นกว่าผมจะกลับถึงหอพักก็ตีหนึ่งล่ะครับ พอตอนเลิกก็ต้องไปหา taxi นั่งไปส่งไอ้นกที่โรงแรมก่อน แล้วผมก็นั่ง taxi กลับหอพัก กลับมาถึงหอก็เนื่อยไม่มีแรงเขียนต่อแล้วครับ ก็เลยนอนยาว ถึงเช้า แล้วค่อยมาเขียน paper ต่อ แต่งัยก็ต้องขอบคุณ ไอ้นกมันที่ทำให้ผมได้ไปดูกิจกรรมดีๆ แล้วได้เจอเพื่อน หลังจากที่ไม่ได้เจอกันนานมากๆ …

ปิดท้ายด้วยวีดิโอ กิจกรรม “the greatest of the kings the greeting of the land” ครับ



jaobao’
[It's Me!]

The Gift

Posted in Jaobao's Diary ด้วยแท็ก , on ธันวาคม 23, 2009 by jaobao

วันนี้มีการจัดกิจกรรม SBI, Happy New Year Party ครับ แต่ผมก็ไม่ได้ไปหรอก เพราะด้วยความที่ท้องเสีย มาสองวันแล้ว (จริงๆ วันนี้ก็ดีขึ้นเยอะน่ะครับ) แต่ก็ไม่อยากไปไปแล้วไม่ได้กินอะไรมาก เพราะว่ากลัวท้องเสียอีก ก็เลยฝากของขวัญไปกับ “น้องแบงค์” แทน อะพูดถึงเรื่องของขวัญ มาประเดิมเป็นชื่อตอนนี้ ก็ต้องมีเพลงเหรอเรื่องราวประจำตอนมาให้ด้วย ถ้าพูดถึงของขวัญผมชอบ เพลงๆ นี้มากครับ ชื่อเพลงว่า “ของขวัญจากก้อนดิน” อะเพลงนี้ใครๆ ก็ต้องได้ยินกันใช่ป่าวล่ะครับ เพลงนี้ “ป๋าเบิร์ด” เป็นคนร้องครับ ก็เป็นหนึ่งในเพลงเทิดพระเกียรติ “พ่อหลวง” ของเราครับ…

มาพูดถึงของขวัญของผมกันต่อ ปีนี้ทางกลุ่ม SBI ก็มีการเล่นเกมส์ จับฉลากของขวัญกันครับ โดยมีการตั้งงบไว้ที่ 200 บาท ผมก็ไปหาซื้อของขวัญผมไกลมาก ถึงพันธุ์ทิพย์ อิ อิ อะของขวัญของผมก็ไม่พ้นเรื่องเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ อยู่แล้วล่ะครับ ที่ผมเล็งของชิ้นนี้ไว้ ก็เนื่องมากจากสาเหตุ 2 ประการ (หลักการจริงๆ ชีวิตตรูเนี้ย)

(i) ข้อแรก ก็คนในกลุ่ม SBI ต้องใช้คอมพิวเตอร์ notebook กันทุกคน เพราะฉะนั้นของขวัญเพื่อให้เกิดประโยชน์กับ เค้าคนที่จะรับไปแล้ว ก็น่าจะเป็นของที่เข้าได้ใช้ประโยชน์
(ii) ของขวัญชิ้นนี้ผมศึกษาข้อมูลมาเยอะมาก คิดว่าได้ไปแล้วจะต้องได้ใช้ ตามข้อหนึ่งแล้ว ข้อที่สองก็ต้องเป็นเรื่องของข้อดีของมัน ข้อดีของ “ของขวัญ” ชิ้นนี้ก็เป็นข้อดีตามหลัก “ergonomics” ครับ

อะงงกันละสิ อิ อิ ของขวัญผมเหรอ? ก็เป็นแท่นวาง notebook ปรับระดับได้ครับ ก็ทำการศึกษาข้อมูลอยู่นาน แล้วก็ตัดสินใจเลือกเอาไอ้นี้ล่ะว่ะเป็นของขวัญ ผมก็เลยดั่นด้นไปซื้อถึง พันธุ์ทิพย์ ครับเพราะอย่างน้อยที่นั่นก็มีให้เลือกเยอะ ราคาก็ถูกดีด้วย ก็ไปเลือกครับ ได้มาอย่างสมใจ แล้วก็ได้ของตัวเองมาซะด้วยเลย อิ อิ… (ก็อยากได้เหมือนกันนิครับ ทำงัยได้)

พอได้มาเสร็จก็ต้องห่อล่ะครับ ปีนี้ผมจัดการห่อ ทำกระดาษห่อ ด้วยตนเอง ทำการ์ดด้วยตนเองด้วย ซึ่งผมก็ต้องหาลายที่คิดว่าโอเค ผมชอบเป็นหลัก เอามานั่ง print นั่งตัด นั่งต่อ แล้วก็ห่อ เชื่อมั้ยครับผมใช้เวลาไป 6 ชั่วโมงกับการนั่งทำลาย ห่อของขวัญ ทำการ์ดอวยพร เหอๆ หลายคนที่อ่านคงคิดว่าเว่อร์ ซะจริงๆ แต่พอนั่งทำไปเรื่อยๆ หันมาดูนาฬิกาอีกที่ โห้ย 6 ชั่วโมงผ่านไปแล้วเหรอเนี้ย อะไม่พูดมากครับ ก็ให้ดูตามรูปน่ะครับ แอบถ่ายเก็บไว้ด้วย อิ อิ แล้วก็ดูโฉมหน้า ผู้ที่ได้รับของขวัญผมไปน่ะครับ สอบถามแล้ว พี่เค้าได้ใช้ประโยชน์จริงๆ และเป็นสิ่งที่พี่เค้าต้องการด้วย ได้ยินคำนี้แล้วผมก็ยิ่ง “ดีใจ” เข้าไปอีก ซื้อมาถูกใจ แล้วได้ไปถูกคนอีก ดีใจจัง… อะแล้วผมล่ะได้อะไร ผมได้ชุดถวายสังฆทานครับ อิ อิ ก็เป็นประโยชน์ ผมก็เอาไปถวายสังฆทาน ตอนปีใหม่พอดีเลย ตอนไปไหว้พระเก้าวัด ครับ (เดี๋ยวมาเล่าให้ฟังน่ะ ครับ)

theGift1

โฉมหน้า เจ้า "the Gift" ของผมที่ทำและห่อด้วยใจ

กระดาษห่อของขวัญเลือกลาย แล้วก็ปริ้นเอง concept ผมเป็นขาวดำน่ะครับ ประหยัดๆ หมึกสี อิ อิ อันนี้เรื่องจริง แต่จริงๆ แล้วมันเกี่ยวกับการดีไซต์ครับ ผมออกแบบมาให้กระดาษห่อเป็นสี ขาว-ดำ-เทา แล้วค่อยเอากระดาษนิตยสาร ที่มีสีมาพับเป็นริบบิ้น เพื่อให้ตัดกับกระดาษห่อที่เป็นโทนสี ขาว-ดำ-เทา (งัยล่ะสาระอีกแล้ว)

the Gift2

มาดูด้านหลังกันบ้าง เป็นงัย ดูไม่ออกอะดิ ไหนหน้าไหนหลัง

มาดูรูปผู้โชคดีได้รับของขวัญของผมไป ต้องขอขอบคุณรูปภาพจาก “cheetah_ok” มากครับ คนให้ “เสื้อแจ็กเก็ตดำ” คือน้องแบงค์น่ะครับ ส่วนคนที่หยิบได้คือ “พี่ออร์กาเนล” อิ อิ เสื้อแจ็กเก็ตสีเทาครับ…

แหมพี่ ไม่ต้องดีใจขนาดนั้น เล่นดีใจซะยิ้มปรี่เชียว ฮิ ฮิ

jaobao

[It's Me!]